ป.ป.ช. ไล่บี้ยึดทรัพย์อดีตผู้ว่า ททท

ป.ป.ช. ไล่บี้ยึดทรัพย์อดีตผู้ว่า ททท.

“ป.ป.ช.”ชี้มูล “จุฑามาศ” รับสินบนเทศกาลภาพยนตร์ เตรียมไล่ล่ายึดทรัพย์ในต่างประเทศ

24 มี.ค. 2560 -  นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.ช. พร้อมคณะทำงาน ร่วมแถลงข่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดนางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร จากการเรียกรับเงินจากนักธุรกิจชาวอเมริกัน เพื่อให้สิทธิ์ในการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกรณีต่อเนื่องจากคดีอาญาที่ ป.ป..มีมติชี้มูลและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลอาญาแล้ว

การดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้ทางคณะอนุกรรมการไต่สวน ที่มี พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง เป็นประธานฯ ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยมีการประสานข้อมูลกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่านางจุฑามาศมีทรัพย์สินเป็นเงินฝากในต่างประเทศ 6 ประเทศ คือ ประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ เกาะเจอร์ซีย์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีบุตรสาวเป็นผู้ถือครองแทน รวมทรัพย์สินประมาณ 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 65 ล้านบาท ซึ่งการชี้แจงถึงที่มาของเงินในกรณีนี้ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ ป.ป.ช.จึงได้ประสานกับทางสหรัฐอเมริกาเพื่ออายัดทรัพย์สินดังกล่าว

“ป.ป.ช.จะประสานให้สหรัฐอเมริกาคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้รัฐไทย ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 และสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย โดยหลังจากนี้ ป.ป.ช.จะต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดภายใน 30 วันหลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ก่อนที่จะส่งคำสั่งศาลให้กับสหรัฐอเมริกาดำเนินการคืนทรัพย์สินให้ตกเป็นของรัฐไทยต่อไป” นายนิติพันธุ์ กล่าว

นายนิติพันธุ์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้คณะกรรมการประสานงานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.เป็นประธานจะมีการประชุมเพื่อหารือการดำเนินการเรื่องดังกล่าวต่อไปโดยคดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่มีการติดตามทรัพย์สินจากการกระทำผิดที่มีอยู่ในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าใดในการเรียกคืนทรัพย์สิน เพราะการดำเนินการต้องเป็นไปตามขั้นตอน และเป็นไปตามกฎหมายในประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศ หากการดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนการติดตามทรัพย์สินคืนก็จะมีปัญหา อย่างไรก็ตามกรณีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ทำให้นักการเมืองเห็นว่า แม้ทรัพย์สินจากการกระทำผิดจะอยู่ในต่างประเทศก็สามารถดำเนินการติดตามเอาคืนมาได้

ยูฟ่าลงดาบ แบน อัลลี 3 นัด

ยูฟ่าลงดาบ แบน อัลลี 3 นัดจากใบแดงแมตช์ยูโรปา ลีก

เดเล อัลลี มิดฟิลด์อนาคตไกล ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ จะติดโทษแบน 3 เกม ระดับฟุตบอลสโมสรยุโรป หลังถูกไล่ออก เกมพบ เกนท์ ศึก ยูฟา ยูโรปา ลีก ที่สนาม เวมบลีย์ เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อดีตนักเตะ เอ็มเค ดอนส์ รับใบแดงโดยตรง ข้อหาเสียบสกัด หงายปุ่มสตั๊ดใส่หน้าแข้ง เบรคท์ เดอจาเกียร์ มิดฟิลด์ เกนท์ ซึ่งภายหลังคู่กรณี ออกมาเผยว่า อัลลี วัย 20 ปี เอ่ยปากขอโทษ เรียบร้อยแล้ว

เดอจาเกียร์ กล่าว “เดเล อัลลี บอกผมว่า เขาเสียใจ นั่นเป็นสปิริตที่ยอดเยี่ยมของเขา เขามีความเป็นมืออาชีพ เราไม่มีปัญหาอะไรกัน นี่เป็นเกมฟุตบอล ผมเห็นภาพแล้ว มันอาจเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ ผมไม่คิดว่าเขาเจตนาทำร้าย เพราะเขาเดินมาขอโทษด้วยตัวเอง”

บทลงโทษดังกล่าว จะมีผลเกมฟุตบอลสโมสรยุโรป เท่ากับว่า กองกลางดีกรีทีมชาติอังกฤษ จะพลาดลงสนาม 3 เกมแรกของ ศึก ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า หาก สเปอร์ส ติดท็อป 4 ของ พรีเมียร์ ลีก

เกนท์ บุกมาตีเสมอ 2-2 ที่กรุงลอนดอน เขี่ยพลพรรค “ไก่เดือยทอง” ตกรอบ 32 ทีมสุดท้าย แบบพลิกความคาดหมาย สกอร์รวม 2 นัด 3-2

อิเนียสตา อ้าแขนรับ อิสโก

มามะมาจอยกัน อิเนียสตา อ้าแขนรับ อิสโก ร่วมงานยานแม่

อันเดรส อิเนียสตา มิดฟิลด์จอมเก๋า บาร์เซโลนา ประกาศยินดีต้อนรับ อิสโก เพลย์เมกเกอร์รุ่นน้อง หากต้องการจารึกประวัติศาสตร์ เป็นนักเตะ รีล มาดริด คนแรก ที่ย้ายซบ ทีมคู่ปรับตลอดกาล นับตั้งแต่ หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือคนปัจจุบัน เมื่อปี 1996

“เอล มุนโด เดปอร์ติโบ” หนังสือพิมพ์แดนกระทิงดุ รายงาน ยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นคาตาลัน เตรียมข้อเสนอ 5 ปี รวมโบนัส 20 ล้านยูโร (ประมาณ 800 ล้านบาท) ดึงดูด กองกลางวัย 24 ปี มาค้าแข้งถิ่น คัมป์ นู หลังหมดสัญญากับ “ราชันชุดขาว” เดือนมิถุนายน 2018

อิสโก ซึ่้งหอบข้าวของจาก มาลากา มาอยู่กับ แชมป์ยุโรป 11 สมัย เมื่อปี 2013 ยังไม่จรดปากกาต่อสัญญา และมีข่าวว่าอาจอำลาถิ่น ซานติอาโก เบร์นาบิว ช่วงซัมเมอร์นี้

ขณะที่ อิเนียสตา กัปตันทีม “บาร์ซา” ยอมรับชื่นชมฝีเท้า แข้งดีกรีทีมชาติสเปน “เขาเป็นนักเตะที่น่าทึ่ง และพรสวรรค์ที่เหลือเชื่อ เขาเป็นนักเตะคนสำคัญ ไม่ใช่แค่ทีมชาติ แต่ยังรวมถึงสโมสรของเขา เขายังหนุ่มแน่น และมีระยะเวลาอีกหลายปีที่จะพัฒนาฝีเท้า”

อิสโก ที่ฝึกฝนทักษะลูกหนังกับ บาเลนเซีย สมัยยังเป็นเยาวชน ลงเล่นตัวจริงเพียง 18 เกม ให้ จ่าฝูง ลา ลีกา สเปน รวมทุกรายการ และเคยเปรยไว้ว่า อาจมองหาสังกัดใหม่ ช่วงเปิดตลาดฤดูร้อน ปี 2017 เพื่อโอกาสสำแดงฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง แถมยังตกเป็นเป้าหมายเสริมทัพของ แมนเชสเตอร์ ซิตี อีกด้วย

ครั้งสุดท้ายที่มีการย้ายสังกัดระหว่าง 2 มหาอำนาจลูกหนังแห่ง ลา ลีกา คือ ฮาเวียร์ ซาบิโอลา ศูนย์หน้าชาวอาร์เจนไตน์ ย้ายจาก “บาร์ซา” แบบไม่มีค่าตัว หลังหมดสัญญาปี 2007 ไปอยู่ มาดริด นาน 2 ซีซัน

ปฏิรูปตำรวจ ตำรวจไทย

ปฏิรูปตำรวจ ตำรวจไทย 99.99% ดีจริง

คงไม่มีคำพูดใดที่สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้คนไทยได้มากไปกว่าคำพูดของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ว่า

“ถามว่ามีตำรวจไว้ทำไม นี่ไง ไว้ทำเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่พี่น้องประชาชน ก็ยังย้ำอยู่เสมอว่า ตำรวจทั่วประเทศ 2 แสนกว่าคน ในนครบาลอีก 2 หมื่น ตำรวจร้อยละ 99.99 เป็นคนดี คนตั้งใจทำงาน ผมไม่อยากให้ลูกน้องผมท้อ ถ้าตำรวจท้อถอย ท้อแท้ บ้านเมืองจะไม่สงบสุข ขอกำลังใจกันด้วย ถ้าไม่ดีก็ว่ากันเป็นส่วนๆ ไป แต่ถ้าดีก็ขอกำลังใจจากทุกคน ตำรวจพร้อมที่จะทุ่มเท เสียสละชีวิตด้วยอุดมการณ์ คือพิทักษ์พี่น้องประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชน”

เป็นความพยายามของ พล.ต.ท.ศานิตย์ ที่จะปกป้องการทำงานของตำรวจ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคม โดยเฉพาะจากวงเสวนาวิชาการขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ที่ตั้งคำถามกระหึ่มทั้งเมืองว่า “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา
Ads by AdAsia

แต่ก็เป็นความเห็นที่ดูเหมือนจะสวนทางกับความรู้สึกของคนในสังคมทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ถ้าตำรวจไทยมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์เป็นตำรวจดีจริง คำถามก็คือ ทำไมข่าวคราวที่ปรากฏเกี่ยวกับตำรวจ จึงเป็นเรื่องลบแทบทั้งสิ้น และทำไมจึงมีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ชาวบ้านทั่วไป ก็ยังต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในวงการตำรวจ

“อยากให้ปฏิรูปครับ ทุกวันนี้ ตำรวจก็มีหลายแบบ คนดีก็มี คนไม่ดีก็มี ผมคิดว่าถ้าผู้หลักผู้ใหญ่เอาด้วย มันก็ทำได้ครับ ถ้าเขาจะปฏิรูป ก็แล้วแต่คนที่มีอำนาจ ถ้าเขาทำมันก็ดี”

“อยากให้เอาใจใส่เพิ่มขึ้นให้มากกว่านี้ ถ้าบ้านเมืองไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็แย่ ขนาดนี้ยังแย่อยู่ คนนอกกฎมี คนอยู่ในกฎมี คนเราสร้างกฎขึ้นมา ก็ต้องทำตามกฎ”

ประชาชนรับรู้เรื่องการปฏิรูปตำรวจ แต่ไม่เคยเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หากเสียงของพวกเขาสามารถสะท้อนไปถึงผู้มีอำนาจ คำถามคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ทำอะไรไปบ้าง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมีการปฏิรูปตำรวจ

สิ่งที่คาดหวังก็คงหนีไม่พ้นอยากเห็นวงการตำรวจไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ในยุคที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจ

เหมือนหนังที่ฉายซ้ำไปซ้ำมา ทุกครั้งที่เกิดปัญหาบ้านเมืองวิกฤติ คำว่า “ปฏิรูปตำรวจ” จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันในสังคม ล่าสุด สัญญาณการเดินหน้าปฏิรูปตำรวจ ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล แนวทางการปฏิรูปตำรวจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นในเรื่อง การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นหลัก

นั่นคือ จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองหรือบอร์ดในระดับจังหวัด ระดับภาค มาจนถึงระดับส่วนกลาง รวมไปถึงคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) คณะกรรมการกลั่นกรองระดับล่างขึ้นมา จะมีอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้ง โดยระดับจังหวัดจะมีผู้บังคับการจังหวัดนั้น มีอำนาจในการแต่งตั้งด้วย แต่ใน ที่สุดก็ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้พิจารณาชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามว่า การคลายปมเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย จะเป็นวิธีการปฏิรูปจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถึงแม้ คสช.ได้วางการปฏิรูปตำรวจให้เป็นวาระเร่งด่วน แต่ดูเหมือนสังคมก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้ คำสั่งของ คสช.ที่ออกมาเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ ให้ความสำคัญเฉพาะกับกระบวนการแต่งตั้งตำแหน่งระดับสูง เพื่อป้องกันการวิ่งเต้นและการแทรกแซง แต่ยังไม่ใช่เป็นหลักประกันว่า การแต่งตั้งจะมีความโปร่งใสหรือเป็นธรรมได้จริงๆ

ล่าสุด สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เห็นชอบรายงานปฏิรูปตำรวจของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เกี่ยวกับการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเพื่อให้เป็นองค์กรบริหารงานบุคคล อิสระจากฝ่ายการเมือง และให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนและประสานงานการปฏิรูปองค์กรตำรวจขึ้น วางเป้าหมายปฏิรูป 3 ระยะ และกำหนด 10 ประเด็น

แต่จนถึงทุกวันนี้ความพยายามในการปฏิรูปตำรวจก็ยังไม่ปรากฏผลที่เป็นรูปธรรม เวทีเสวนาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) ในหัวข้อเรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ปัญหาของตำรวจไทยถูกตีแผ่ และตอกย้ำความจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูปวงการตำรวจอย่างจริงจัง

แต่ถ้าผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยังยืนยันว่าตำรวจ 99.99 เปอร์เซ็นต์ เป็นตำรวจดี ก็คงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าตำรวจมองตัวเองอย่างไร และคำถามที่ต้องตอบคือ ทำไมสังคมถึงเจอแต่ตำรวจไม่ดี ที่มีเพียง .01 เปอร์เซ็นต์

องค์กรภาคประชาชนอย่าง เมธา มาสขาว เลขาธิการ คณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 2553 เรียกร้องว่า “99.99 เปอร์เซ็นต์ ถ้านับจากตำรวจ 2 แสนนาย 0.01 เปอร์เซ็นต์เท่ากับ 24 คน ถ้ามีรายชื่อตำรวจที่ไม่ดี จะเปิดเผยได้ไหม แล้วจะมีกระบวนการแก้ปัญหาอย่างไร ผมคิดว่าไม่ใช่ปัญหาแค่ตัวบุคคลอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องระบบงานตำรวจ ที่เกิดระบบส่วย เพราะผู้บังคับใช้กฎหมายมีช่องว่างในการหาประโยชน์ คำถามเหล่านี้เกิดกับสังคมโดยรวม ประชาชนเรียกร้อง และมีความเห็น ตำรวจก็ต้องหาวิธีแก้ไขและมีส่วนร่วมในการปฏิรูป ไม่ใช่พยายามปกป้องแต่องค์กร”

เมื่อย้อนกลับมาทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น จะพบว่า ปัญหาเดิมๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการสอบสวน เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ถูกวิจารณ์จากสังคมอย่างมาก ตั้งแต่คดีครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี 2 เดือน ก่อนที่ต่อมาจะออกมาต่อสู้ โดยอ้างว่าไม่ได้ขับรถชนคนตาย แต่ต้องติดคุกฟรีไปแล้ว 1 ปี 6 เดือน

หรือแม้แต่ ล่าสุด กรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกพบเป็นศพอยู่ภายในห้องขัง สน.บางนา หลังถูกตำรวจควบคุมตัวมาจากด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ จุดตรวจบนถนนบางนา-ตราด ด้านขาออก บริเวณ ถนนเทพรัตน กม.1 โดยตรวจวัดแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดได้ 170 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงถูกแจ้งข้อหาเมาแล้วขับ และขณะเป่าเครื่องตรวจวัด เกิดหมดสติ ตำรวจจึงนำขึ้นรถไปยัง สน.เพื่อคุมขัง ก่อนเสียชีวิต

ขณะที่สถิติเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของตำรวจ มีทุกลักษณะ ทุกหน่วยทั่วประเทศ เช่น ตำรวจกระทำผิดกฎหมาย ทำผิดวินัย ไม่รับแจ้งความ หรือทำคดีล่าช้า ปล่อยให้เปิดบ่อนการพนัน สถานบันเทิง ยาเสพติด การจราจร เฉลี่ยปีละประมาณ 1 หมื่นเรื่อง

เป็นเรื่องในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ราว 5,000 เรื่อง แต่ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง สืบสวนสอบสวน หรือยุติเรื่องได้เกือบ 100%

“เราก็รู้ปัญหานี้อยู่แล้ว ปัญหาของไทยอย่างหนึ่งคือการล้มคดี ซึ่งยังทำได้ ไม่มีการควบคุม ล้มคดีแบบนี้มา 30 ปีแล้ว ถ้าดีอยู่แล้ว ทำไมประชาชนเรียกร้องให้ปฏิรูป ประชาชนสะท้อนปัญหามากมาย บ่อนการพนันก็เปิดอยู่ สถานบันเทิงลึกลับอะไร ทั่วประเทศต้องปิดตี 1 มันก็เปิด ตี 2-3-4 มันสะท้อนประสิทธิภาพ แล้วจะมาคุยได้ไงว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรม” พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการปฏิรูประบบตำรวจ สปช.กล่าว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจอย่างต่อเนื่องและเสียงกระหึ่มขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกันตำรวจก็มีพฤติกรรมตกเป็นข่าวในโซเชียลมีเดีย จึงเกิดคำถามว่า ตำรวจจะปฏิรูปไปในทิศทางไหน และตำรวจจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

ผู้ที่ศึกษาปัญหาตำรวจมาอย่างยาวนาน สะท้อนว่า หัวใจสำคัญในการปฏิรูปตำรวจ คือการปฏิรูประบบงานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ ด้วยการเป็นอิสระ ออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะเป็นองค์กรที่มีการจัดโครงสร้างและระบบการบังคับบัญชาที่มีชั้นยศแบบทหาร

“การสอบสวนที่อยู่ในมือตำรวจไทย ปราศจากการตรวจสอบจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง อัยการก็ไม่สามารถเข้ามาได้ ไม่ว่าการแจ้งข้อหาที่ไม่เป็นธรรม การสอบแล้วสั่งไม่ฟ้อง ใครตรวจสอบ อัยการจะตรวจสอบได้ต่อเมื่อส่งไปถึงมืออัยการแล้วและอัยการก็ไม่มีโอกาสเข้ามาดูพยานหลักฐานเอง ทำให้การสอบสวนอยู่ในสภาพที่จะสอบสวนกันแบบไหนก็ได้ และการสอบสวนเป็นตัวกำหนดข้อเท็จจริงทางคดี

ฉะนั้นงานสำคัญที่มีปัญหาของตำรวจ คือการสอบสวน นี่ยังไม่นับถึงประสิทธิภาพของการสอบสวน ที่มีปัญหาเรื่องพนักงานสอบสวน ที่เขาไม่ได้รับความเจริญก้าวหน้า ต้องสอบสวนตามสั่ง นายสั่งสอบแบบไหน ก็ต้องสอบสวนแบบนั้น มันถูกไหมล่ะ” พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร กล่าว

ตราบใดที่ตำรวจยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจการเมือง การวิ่งเต้นเพื่อตำแหน่งในทุกฤดูโยกย้าย ก็ยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และตราบใดที่เงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการของตำรวจยังเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ความฝันของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่เห็นตำรวจไทย 99.99 เปอร์เซ็นต์เป็นตำรวจดีก็คงเป็นความจริงได้ยาก

“เป็นคำพูดที่ซ้ำซากมาก ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปเพื่ออะไร พื้นฐานง่ายๆ อย่างที่เขาพูดกันว่า ตำรวจเงินเดือนพอไหม สวัสดิการพอไหม ตำแหน่งหน้าที่ สิ่งที่เขาได้รับ ความก้าวหน้าทางราชการพอไหม เขาจะดูแลประชาชนได้อย่างไร ตราบใดที่ปากท้องตัวเองยังอยู่ไม่ได้ ต้องมานั่งเอาใจนาย วิ่งเต้นนักการเมือง คนที่จะมาปฏิรูปเขารู้ดีว่าจะปฏิรูปอะไร แต่พยายามหลอกตัวเอง จะทำอย่างไรให้ตำรวจหลุดพ้นจากอำนาจทางการเมือง ทำไมไม่ให้เขาอยู่ในระบบ ซึ่งก็พูดกันมานานมาก ไม่เห็นมีใครทำได้ ถ้าเขาไม่ต้องมาวิ่งเต้น เพราะเมื่อเสียก็ต้องไปรีดจากประชาชน จากธุรกิจสีเทา ซึ่งเป็นบ่อเกิดของวงจรอุบาทว์ ซึ่งทุกคนต้องยอมรับความจริง” ชนาธิป กฤษณสุวรรณ เจ้าของนิตยสาร COP’S กล่าวทิ้งท้าย

โกตี๋ หนีตาย สุดแดนลาวเหนือ

“โกตี๋” หนีตาย สุดแดนลาวเหนือ ทีม ฉก.ล่าข้ามโขง

“สหายหมาน้อย” เดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว “ข่าวลวง” คาดเดินทางไปเวียดนาม

จากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของ “ก๊วนโกตี๋” ในลาว ทั้งจากรายการวิทยุใต้ดิน และแหล่งข่าวในฝั่งซ้าย ยืนยันว่า โกตี๋เดินทางไปกบดานอยู่ชายแดนลาว – เวียดนาม ขณะที่พรรคพวกยังอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ แต่ก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น

ความพยายามของทางการไทย ที่จะนำตัว “ผู้ต้องหา” คดีหมิ่นเบื้องสูง ที่อาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จสักราย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรัฐฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หมายมั่นปั้นมือว่า จะได้ตัว “โกตี๋” หรือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำองค์กรสหพันธรัฐไท มาดำเนินคดีในไทย ซึ่งขณะนี้ ทางอัยการพิเศษคดีระหว่างประเทศ กำลังทำเอกสารเพื่อยื่นไปทางสาธารณะประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

สาเหตุที่ทางการมั่นใจมากขึ้น เพราะ โกตี๋ ไม่ได้มีเพียงคดี 112 หากแต่มีคดีก่อการร้าย หลังจากทหาร – ตำรวจ ค้นพบ “คลังแสงย่อยๆ” ในบ้านของเครือข่ายโกตี๋

ด้านความเคลื่อนไหวขององค์กรสหพันธรัฐไท ที่มีสำนักงานปิดลับอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ก็ยังไม่ยุติการส่งกระจายเสียงทางยูทูบ ผ่านช่องไฟเย็น และช่องแยมมี่

คืนวันที่ 21 มี.ค. 2560 “แยมมี่ ไฟเย็น” โฆษกองค์กรสหพันธรัฐไทย จัดรายการ “เปิดโฟนโค่นเผด็จการ” ทางช่องไฟเย็น ได้แจ้งให้ทราบว่า “โกตี๋” หรือ “สหายหมาน้อย” หยุดจัดรายการทางวิทยุออนไลน์ใต้ดิน 1 สัปดาห์

คืนวันที่ 22 มี.ค. แยมมี่ ไฟเย็น ได้จัดรายการเปิดโฟนโค่นเผด็จการทางช่องไฟเย็น ได้บอกข่าวเล่าสิบกับผู้ฟังว่า โกตี๋ คงไม่ได้กลับมาจัดรายการอีกแล้ว ทางสถานีวิทยุจะปรับปรุงผังรายการใหม่ โดยมีมิตรสหายจากกลุ่มอื่นเข้ามาจัดรายการด้วย

แหล่งข่าวในนครหลวงเวียงจันทน์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงลาว ได้ขอให้ โกตี๋ เดินทางออกจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปแล้ว เนื่องจากทางการลาวประเมินว่า ครั้งนี้ทางการไทยคงกดดันลาว ด้วย โกตี๋ มีการกระทำเข้าข่ายการก่อการร้าย ซึ่งไม่ใช่ประเด็น “เห็นต่างทางความคิด” เรื่องสถาบันเบื้องสูงอย่างเดียว

จุดหนึ่งที่ทางการลาว บีบให้ โกตี๋ ต้องไปจาก สปป.ลาว โดยเร็ว เพราะ โกตี๋ ไป “เปิดหน้าเปิดตา” ให้สัมภาษณ์ “จอม เพชรประดับ” เท่ากับผิดข้อตกลงกับทางฝ่ายลาว ที่ขอให้ใช้ “นามแฝง” เช่น สหายหมาน้อย และลุงสนามหลวง พร้อมกับห้ามเปิดตัวตน

แหล่งข่าวชาวลาว คาดการณ์ว่า โกตี๋ จะเดินทางไปเวียดนาม โดยระยะแรกอาจไปอยู่ตรงตะเข็บชายแดนลาว – เวียดนาม ไม่ที่แขวงหัวพัน ก็แขวงคำม่วน

คืนวันที่ 23 มี.ค. ในรายการสามสหายไกลกังวล “สหายยังบลัด” (สหายเลือด) แจ้งกับผู้ฟังว่า โกตี๋ถึงจังหวัดสุรินทร์แล้ว โดยความปลอดภัย

สิ่งที่สหายเลือดพูดนั้น เป็น “ข่าวลวง” ซึ่งก่อนหน้านี้ แยมมี่ ไฟเย็น ได้แจ้งว่า โกตี๋เดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว

แยมมี่ ไฟเย็น ยังเปิดเผยว่า โกตี๋ใช้กลยุทธ์แบบ “พ่อค้ายา” คือ ค่ำไหนนอนนั่น ไม่ให้ใครโทรหา แต่จะโทรมาแจ้งมิตรสหายเอง โดยใช้มือถือเสร็จ ก็ถอดซิมทิ้งเลย

เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะโกตี๋ ทราบว่า มี “หน่วยเฉพาะกิจ” จากฝั่งขวา มาตามล่าเขาและพวก โดยคนเหล่านั้น แฝงมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว และพ่อค้าเต็มไปหมด

เมื่อคืนวันพุธที่ 15 มี.ค. 2556 โกตี๋เคยเล่าทางยูทูบว่า ตัวเขาถูกเจ้าหน้าที่ไทยดักล็อกตัวจะพาขึ้นรถ แต่มีมิตรสหายอยู่ในแถวนั้นหลายคน มาช่วยกัน จึงทำให้หน่วยเฉพาะกิจต้องล่าถอยไป นั่นเป็นสาเหตุที่เขาต้องประกาศว่า “น็อกคาไมค์” จัดรายการไม่ได้

จริงๆ แล้ว ทางการลาวเคยห้ามกลุ่มคนเหล่านี้ จัดรายการวิทยุใต้ดินอยู่พักใหญ่ เนื่องจากหน่วยข่าวกรองของไทย สืบทราบที่ตั้งสถานีวิทยุได้ชัดเจนว่า อยู่ตรงไหน ? แต่ภายหลังที่พวกเขากระจายตัวกันออกไปหาที่อยู่ใหม่ ไม่ตกเป็นเป้าของหน่วยข่าวไทย รายการวิทยุใต้ดินก็เริ่มขึ้นอีก

สอบรัฐ เอื้อสัมปทานเอกชน

เครือข่ายปชช.ปกป้องประเทศ ร้อง ผู้ตรวจฯ สอบรัฐ เอื้อประโยชน์สัมปทานบ.เอกชนขุดน้ำมันอ่าวไทย

24 มี.ค. 60 – นางบุษบามาส รักสยาม ผู้แทนเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่อาจขัดต่อประมวลจริยธรรม และขัดกฎหมายอาญามาตรา 157 ในการปกปิดเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลี่ยม และพ.ร.บ.ภาษีปิโตรเลี่ยม ซึ่งได้ปกปิดข้อมูลไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณชนได้ทราบ นอกจากนี้ยังได้แก้ไขกฎหมายปิโตรเลี่ยม เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอกชน โดยลดภาษีปิโตรเลี่ยมลง ทั้งที่บริษัทเอกชนต่างๆ มีกำไรมากมาย                       นางบุษบามาส กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่ประชาชนเสียเปรียบเป็นอย่างมาก โดยปกติแล้วทรัพยากรของประเทศไหน ประชาชนก็ต้องได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ขณะนี้ข้าราชการกำลังปกปิดเรื่อง พ.ร.บ.ปิโตรเลี่ยม เนื่องจากว่าก๊าซและน้ำมันในประเทศไทยมีจำนวนมาก แต่ทางรัฐได้ระบุว่ากระเปราะเล็กขุดยาก แต่ในแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทยคือ แหล่งก๊าซเอราวัณ และบงกช สามารถขุดได้วันละ 136,000 ล้านลิตร และสามารถขุดน้ำมันได้วันละ 10 ล้านลิตร โดยสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วย แต่ทางรัฐได้อ้างว่ามีน้ำมันน้อย ซึ่งตนไม่เชื่อ ซึ่งทางประชาชนได้ส่งตัวแทนเข้าไปในอนุกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ว่าเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ทางรัฐบาลก็ไม่ยอมนำส่วนที่ประชาชนเสนอไปพิจารณา อีกทั้งสัมปทานที่ทางเอกชนกำลังจะหมดในปี 2566 ดังนั้นเราควรนำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาเป็นของประเทศไทย ให้คนไทยมาบริหารกันเอง แต่ทางรัฐบาล และกระทรวงพลังงานได้ให้สัมปทานเพิ่ม รวมอายุที่ต่อสัมปทานตั้งแต่ต้นทั้งหมด 39 ปี โดยปกติแล้วสัมปทานจะสามารถต่ออายุได้แค่ครั้งเดียว ทั้งนี้ในวันที่ 30 มี.ค. ตนจะเดินทางไปที่รัฐสภา เพื่อให้สนช.พิจารณายกเลิกร่างกฎหมายฉบับนี้.

ผู้คุมคุกธนบุรี หนาวๆร้อนๆ

ผู้คุมคุกธนบุรี”หนาวๆร้อนๆ”

“อธิบดีราชทัณฑ์”สั่ง”เรือนจำธนบุรี”สอบภายในสุ่มตรวจปัสสาวะนักโทษ พบฉี่ม่วง 20 ราย รอฟังผลสธ. หากเป็นยาเสพติดโดนสอบยกแผนก

24 มี.ค. 60 – นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษธนบุรีถูกระบุว่า เข้าไปเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ต้องขังลักลอบนำยาเสพติดเข้าเรือนจำว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้เรือนจำตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดกรณีที่มีการให้ข้อมูลว่าวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมามีการสุ่มตรวจปัสสาวะผู้ต้องขังแล้วพบความผิดปกติแต่มีความพยายามกลบเกลื่อนนั้น พบว่าในวันที่ 14 ก.พ. มีการสุ่มตรวจปัสสาวะผู้ต้องขังจริงและพบผู้ต้องขัง 20 รายที่มีความผิดปกติ เรือนจำจึงส่งตัวอย่างให้สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบ ซึ่งผลตรวจไม่พบสารเมทแอมเฟตามีนหรือเคตามีน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 มี.ค.นี้จะมีผลการตรวจปัสสาวะตัวอย่างอย่างละเอียดออกมาอีกครั้ง หากพบว่าเป็นสารต้องห้ามก็ต้องลงโทษทางวินัยและส่งดำเนินคดี ขณะเดียวกันคณะกรรมการตรวจสอบจะต้องสอบข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ยาเสพติดถูกลักลอบผ่านเข้ามาในเรือนจำได้อย่างไร รวมถึงผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตรวจค้น หากมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องลงโทษตามระเบียบ ทั้งนี้กรณีที่ยังไม่เร่งตั้งกรรมการสอบสวนแต่ให้เรือนจำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นก่อนเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของบุคคลภายในองค์กร

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวอีกว่า กรมราชทัณฑ์ยังเดินหน้าจัดชุดจู่โจมตรวจคค้นเรือนจำและทัณฑ์สถานทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะถือว่ายังอยู่ในช่วงของการจัดระเบียบเรือนจำ ต้องมีปฏิบัติการสุ่มตรวจทุกคืน โดยจะมีการให้คะแนนเพื่อมอบโล่รางวัลให้กับเรือนจำที่จัดระเบียบของตัวเองได้ดี ซึ่ง 1 เดือนที่ผ่านมาจากการตรวจค้นไม่พบสิ่งของต้องห้าม

ราคาทองรูปพรรณ

ทองรูปพรรณ 25 มี.ค.ขายออกบาทละ 20,900บาท

ราคาทองคำประจำวันที่ 25 มี.ค. 2560 ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,300ขายออกบาทละ20,400 ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40ขายออกบาทละ20,900 บาท ทั้งนี้ราคาทองคำไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเทียบกับราคาวันที่ 24.มี.ค.

ฐานทัพใหม่ พฤกษา

ส่องคอนเซปต์ “ตึกไข่มุก”ฐานทัพใหม่“พฤกษา”

พฤกษา เรียลเอสเตท เตรียมย้ายสู่บ้านหลังใหม่ “อาคารไข่มุกแห่งกรุงเทพ” (Pearl Bangkok) สำนักงานใหญ่ที่จะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

ด้วยความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมของอาคารทรงวงรี ที่เป็นอัตลักษณ์แปลกใหม่ สะดุดตา พร้อมเทคโนโลยีและระบบต่างๆภายในอาคารที่ทันสมัยที่สุด แห่งหนึ่งในทศวรรษนี้ เพื่อใช้เป็นกองบัญชาการศูนย์รวม ของบริษัทฯ จากปัจจุบันที่กระจายอยู่ตามอาคารสำนักงานต่างๆ

รูปร่างที่โดดเด่นแปลกตาของ “เพิร์ล แบงก์ค็อก” บนถนนพหลโยธิน ซึ่งเป็นอาคารทรงวงรี รูปไข่มุกแห่งแรกของเมืองไทย ที่ล้อมด้วยกระจกโค้งทั้งอาคาร และใช้เส้นสายโค้งวนรอบอาคาร มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยตัวตึกไข่มุก แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือพื้นที่ “Pearl Dome” ด้านหน้าอาคาร ซึ่งออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ด้วยโครงสร้างเหล็กปราศจากเสาภายใน ใช้สำหรับจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ

ส่วนที่สอง “Pearl Tower”เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าสูง 25 ชั้น ที่ออกแบบให้เป็นอาคารสำนักงานเกรด A ตามมาตรฐาน LEED อาคารเขียว (Green Building) ระดับ Gold ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสรรพด้วยคุณค่าในด้านความงามและประโยชน์ใช้สอยสูงสุด แก่ผู้ใช้บริการทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

“เพิร์ล แบงก์ค็อก” หรือ ตึกไข่มุก นี้ ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากไข่มุก…อัญมณีสวยหรูและทรงคุณค่า โดยพื้นที่ “Pearl Dome” ด้านหน้า ได้แนวคิดมาจาก “หอยมุกมา-เบ” (Mabe) ซึ่งเป็นหอยมุกซีก ที่มีลักษณะทรงกลมครึ่งซีก เนื่องจากเม็ดไข่มุกเติบโตอยู่กับเปลือกหอยมุก หรือที่คน ไทยเรียกว่ามุกกัลปังหา ซึ่งเป็นมุกที่มี ชื่อเสียงจากจังหวัดภูเก็ตที่นิยมนำมาทำเป็นหัวแหวน

ขณะที่ส่วนของอาคารสำนักงาน “Pearl Tower” ซึ่งเป็นตึกรูปทรงวงรี นำคอนเซปมาจากรูปทรงวงรี โค้งมน และ สีสันที่สวยงาม ของ “ไข่มุกเซาท์ซี” (South Sea Pearl) รูปทรงไข่ (Oval ) หรือเรียกอีกอย่างว่ารูปทรงเมล็ดข้าว (Rice Pearl) ที่มีลักษณะทรงรีและแบน ซึ่งเป็นไข่มุกประเภทที่หาได้ยาก และมีคุณค่ายิ่ง โดยไข่มุก South sea ขึ้นชื่อว่าเป็นไข่มุกที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามที่สุดในโลก เนื่องจากความเงางามของผิว และมีขนาดที่ใหญ่กว่าไข่มุกประเภทอื่น

การก่อสร้างตึกไข่มุกที่มีความโค้งมนนี้ มีความยากกว่าอาคารสี่เหลี่ยมธรรมดามาก เพื่อที่จะให้ตึกไข่มุกมีความโค้งได้รูปตามที่ออกแบบไว้ กระจกที่ติดอยู่กับอาคารทุกแผ่นต้องได้รับการคำนวณความกว้างยาวอย่างแม่นยำเพื่อให้ประกอบแต่ละส่วนเข้ากันได้พอดี จึงจำเป็นต้องมีการสั่งตัดกระจกเฉพาะแผ่น ดังนั้นกระจกจำนวน 11,300 แผ่น ที่อยู่รอบอาคารนี้ จึงมีขนาดไม่เท่ากันเลยสักแผ่นเดียว

ความปราณีตในการออกแบบอาคารไม่ได้มีเพียงด้านสถาปัตยกรรมเท่านั้น ตึกไข่มุกแห่งนี้มีการติดตั้งระบบแสงสี ที่ทันสมัยโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบและควบคุมการสลับแสงสีของไฟในยามค่ำคืนเพื่อร่วมสร้างสีสันให้กับกรุงเทพในโอกาสพิเศษต่างๆ

ตึกไข่มุก ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าอารีย์ประมาณ 200 เมตร เป็นอาคารสำนักงาน สูง 25 ชั้น พร้อมด้วยชั้นใต้ดินจำนวน 3 ชั้น ประกอบด้วยพื้นที่ใช้สอยประมาณ 30,000 ตารางเมตร ในอาคารมี พื้นที่ให้เช่าจัดแสดงสินค้าและบริการ พื้นที่ให้เช่าประชุม อบรมสัมมนาและจัดเลี้ยง พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ เช่น สำนักงานย่อยของสถาบันการเงินชั้นนำ 7 แห่ง คอนวีเนียนสโตร์ และ ร้านกาแฟ ร้านอาหารชั้นนำ โดยคาดว่าพฤกษา เรียลเอสเตท จะเริ่มเข้าที่ทำการแห่งใหม่ในตึกไข่มุกแห่งนี้ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน นี้

ด้วยความไม่ธรรมดาของตึกไข่มุก…บ้านหลังใหม่ของพฤกษา เรียลเอสแตทแห่งนี้ จึงเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นอาคารที่โดดเด่น สวยที่สุดบนถนนพหลโยธิน และทรงคุณค่าด้านสถาปัตยกรรมแห่งทศวรรษ หรือนับเป็น “ไข่มุกแห่งเอเชีย” ได้เลยทีเดียว.

อารียา บุกตลาดบ้านหรู

อารียา บุกตลาดบ้านหรู สู้ศึกอสังหาฯเดือด

อารียา พรอพเพอร์ตี้ ประกาศบุกตลาดบ้านหรู รับมืออสังหาริมทรัพย์แข่งเดือด พร้อมเผยปี 2560 เตรียมเปิดโครงการใหม่ 11 โครงการ ตั้งเป้าเติบโตไม่น้อยกว่า 35-38%

วิวัฒน์ เลาหพูนรังษี กรรมการบริหาร บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้มีการแข่งขันที่รุนแรง และสิ่งที่เห็นชัดเจนก็คือ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่หันไปจับตลาดบนหรือบ้านหรูมากขึ้น เนื่องจากยังมีการเติบโตที่ดี เพราะผู้บริโภคในตลาดนี้มีกำลังซื้อต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดกลางลงล่าง มีการชะลอตัว เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยในส่วนของอารียาฯนั้น โครงการที่พัฒนาออกมา 60% เป็นการจับตลาดลักชัวรี่ อีก 40% เป็นตลาดกลางลงล่าง

“ปีนี้ตลาด แข่งขันรุนแรงเหมือนเดิม ซึ่งตลาดที่น่าสนใจ ก็คือ ตลาดบน เพราะยังขายได้ดี ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายพยายามขยับฐานมาตลาดนี้มากขึ้น ส่วนการที่ผู้ประกอบการหลายรายมีการปรับโครงสร้างธุรกิจ หรือขยายไลน์ไปทำธุรกิจอื่นนั้น เป็นไปตามสภาพตลาดและทิศทางของแต่ละราย ซึ่งทางอารียายังไม่มีแผนดำเนินการดังกล่าว”

สำหรับในปี 2560 ทางอารียามีแผนเปิดโครงการใหม่ 11 โครงการ มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 7 โครงการ และแนวสูงหรือโครงการคอนโดมิเนียม 4 โครงการ ซึ่งโครงการใหม่ทั้งหมดจะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล

ทั้งนี้ โครงการแนวราบที่เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของปีนี้ ได้แก่ ดิ เอวา เรสซิเดนท์ โครงการบ้านเดี่ยว 3 ชั้น ระดับลักชัวรี่ บนพื้นที่ถนนสุขุมวิท 77 มูลค่าโครงการกว่า 2,500 ล้านบาท มีขนาดพื้นที่ 61.8-90.5 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 25-80 ล้านบาท

ขณะที่โครงการแนวสูง ไฮไลท์ คือ โครงการบนพื้นที่ 5 ไร่ของเอยูเอ ย่านราชดำริ โดยจะสร้างเป็นคอนโดนิเนียม ในลักษณะให้เช่า มีระยะสัญญา 30 ปี มีจำนวน 300-400 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 200,000 บาทขึ้นไปต่อตารางเมตร คาดว่า จะเริ่มในไตรมาส 4 ของปีนี้

“ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่ปัญหาใหม่่ เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญทุกปี และเรื่องนี้ไม่มีผลต่อตลาดลักชัวรี่ที่เราต้องการจับ ประกอบกับที่ผ่านมาเรามีการดูแลเรื่องปฏิเสธสินเชื่อละเอียดมากขึ้น ทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อของเราลดลงจาก 40% มาเหลือ 30% และปีนี้ตั้งเป้าเหลือ 25% ซึ่งเชื่อว่า จากแผนงานทั้งหมดจะทำให้ยอดขายในปีนี้เติบโตไม่น้อยกว่า 35-38%”